- หน้าแรก
- เกี่ยวกับเรา
- สินค้า
- สินค้าตามชนิด
-
สินค้าตามยี่ห้อ
- อามีน่า AMENA
- แคเรียร์ CARRIER
- เซ็นทรัลแอร์ CENTRAL AIR
- ไดกิ้น DAIKIN
- ฟูจิตสึ FUJITSU
- กรี GREE
- ไฮเออร์ HAIER
- ฮิตาชิ HITACHI
- ไฮเซ่นส์ HISENSE
- แอลจี LG
- มิตซูบิชิ MITSUBISHI
- มิตซูบิชิเฮฟวี่ MITSUBISHI HEAVY
- พานาโซนิค PANASONIC
- ซัยโจเด็นกิ SAIJO DENKI
- ชารป์ SHARP
- ซัมซุง SAMSUNG
- สตาร์แอร์ STAR AIRE
- โตชิบา TOSHIBA
- เทรน TRANE
- ทาซากิ TASAKI
- ยอร์ค YORK
- ยูนิแอร์ UNI-AIRE
- บทความ
- ข่าวสารและกิจกรรม
- บริการของเรา
- วิธีการสั่งซื้อและการชำระเงิน
- ติดต่อเรา
- ร่วมงานกับเรา
- ขอใบเสนอราคา
- ลงทะเบียน
- เข้าสู่ระบบ
ข้อแนะนำต่อไปนี้อาจเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่กำลังตัดสินใจซื้อเครื่องปรับอากาศได้ดีขึ้น
1. ควรเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ เพราะเครื่องปรับอากาศอาจจะมีกำลังความเย็น ( BTU ) น้อยกว่าที่แสดงไว้บนฉลาก หรือที่ภาษาช่างแอร์เรียกว่าไม่เต็มบีทียู เครื่องปรับอากาศบางยี่ห้ออาจมีกำลังความเย็นเพียง 70 - 80 % ของที่โฆษณาไว้ นอกจากจะมีกำลังความเย็นไม่เต็มบีทียูแล้ว อาจจะมีเสียงดังและมีอายุการใช้งานที่สั้นอีกด้วย
2. ควรเลือกใช้เครื่องปรับอากาศ ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือเบอร์ 4 และได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เพราะได้รับการทดสอบความสามารถ ในการทำความเย็นแล้วซึ่งทำให้ท่านแน่ใจได้ว่าจะได้ เครื่องปรับอากาศที่ประหยัดไฟฟ้าและมีประสิทธิภาพเต็มบีทียู นอกจากนี้ควรพิจารณาประกอบกับผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือเนื่องจากว่าอาจจะมีผู้ผลิตบางรายปลอมฉลากเบอร์ 5 ด้วย
3. นอกจากฉลากเบอร์ 5 แล้ว ควรพิจารณาค่า SEER หรือ EER ซึ่งเป็นค่าประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน โดยค่านี้ได้รับการทดสอบการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยิ่งค่าสูงยิ่งหมายถึงประหยัดไฟมาก
4. เลือกใช้เครื่องปรับอากาศของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายที่มีบริการหลังการขายที่ดี ข้อนี้เป็นข้อที่มีความสำคัญมากและผู้ให้บริการนั้นจะต้องมีความชำนาญและได้มาตรฐาน
5. มีมาตรฐานรับรอง เช่น มอก. CE JIS ISO เป็นต้น
6. มีมาตรฐานการให้บริการหลังการขายที่ดี
7. การเลือกเครื่องต้องมีบีทียูที่เหมาะสม เพราะหากเครื่องปรับอากาศบีทียูต่ำเกินไปจะทำให้ห้องไม่เย็น หากบีทียูสูงเกินไปจะทำให้แอร์ตัดบ่อย ห้องเหม็นอับชื้นได้
1. ควรเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้ เพราะเครื่องปรับอากาศอาจจะมีกำลังความเย็น ( BTU ) น้อยกว่าที่แสดงไว้บนฉลาก หรือที่ภาษาช่างแอร์เรียกว่าไม่เต็มบีทียู เครื่องปรับอากาศบางยี่ห้ออาจมีกำลังความเย็นเพียง 70 - 80 % ของที่โฆษณาไว้ นอกจากจะมีกำลังความเย็นไม่เต็มบีทียูแล้ว อาจจะมีเสียงดังและมีอายุการใช้งานที่สั้นอีกด้วย
2. ควรเลือกใช้เครื่องปรับอากาศ ที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือเบอร์ 4 และได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) เพราะได้รับการทดสอบความสามารถ ในการทำความเย็นแล้วซึ่งทำให้ท่านแน่ใจได้ว่าจะได้ เครื่องปรับอากาศที่ประหยัดไฟฟ้าและมีประสิทธิภาพเต็มบีทียู นอกจากนี้ควรพิจารณาประกอบกับผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือเนื่องจากว่าอาจจะมีผู้ผลิตบางรายปลอมฉลากเบอร์ 5 ด้วย
3. นอกจากฉลากเบอร์ 5 แล้ว ควรพิจารณาค่า SEER หรือ EER ซึ่งเป็นค่าประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน โดยค่านี้ได้รับการทดสอบการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ยิ่งค่าสูงยิ่งหมายถึงประหยัดไฟมาก
4. เลือกใช้เครื่องปรับอากาศของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายที่มีบริการหลังการขายที่ดี ข้อนี้เป็นข้อที่มีความสำคัญมากและผู้ให้บริการนั้นจะต้องมีความชำนาญและได้มาตรฐาน
5. มีมาตรฐานรับรอง เช่น มอก. CE JIS ISO เป็นต้น
6. มีมาตรฐานการให้บริการหลังการขายที่ดี
7. การเลือกเครื่องต้องมีบีทียูที่เหมาะสม เพราะหากเครื่องปรับอากาศบีทียูต่ำเกินไปจะทำให้ห้องไม่เย็น หากบีทียูสูงเกินไปจะทำให้แอร์ตัดบ่อย ห้องเหม็นอับชื้นได้
เรื่องน่าสนใจอื่น ๆ
-
ประเภทของระบบปรับอากาศ
โดยทั่วไปแล้ว ปัจจุบันระบบปรับอากาศที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมีอยู่ 3 ระบบ โดยแบ่งตามลั.....
-
การบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศ (Maintenance)
เพื่อให้เครื่องปรับอากาศทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีอายุการใช้งานยาวนาน จึงคว.....
-
การเลือกตำแหน่งติดตั้งที่เหมาะสม (Installation) มีเทคนิคอย่างไร
แฟนคอยล์ ยูนิตถ้าเป็นห้องนอนควรวางให้ลมจากเครื่องปรับอากาศเป่าด้านข้างลำตัวขณะนอ.....